HATYAIX™

HATYAIX™ คือ Urban Intelligence Engine ของ AAG ATALL GROUP ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับ “เมืองหาดใหญ่” ให้เป็น ศูนย์กลาง AI–Engineering–Wellness–Trade Gateway ที่เชื่อมโยง สงขลา–มาเลเซีย–สิงคโปร์–อาเซียนเหนือ (North ASEAN) ด้วยระบบเมืองอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Data-Driven City Growth Engine) HATYAIX™ ถูกออกแบบให้เป็น Intelligent Core สำหรับ 7 ระบบยุทธศาสตร์ของเมือง

FloodX™

FloodX™

Saturday, March 7, 2026

กลิ่น ร้อน ท่อน้ำทิ้ง ทั้งระบบ

 


at March 07, 2026
Email ThisBlogThis!Share to XShare to FacebookShare to Pinterest
Home
Subscribe to: Posts (Atom)

FLUID II & FLOODX™

FLUID II & FLOODX™

HATYAIX™•ENGINEER

HATYAIX™•ENGINEER

BOILERX LOG™

BOILERX LOG™

1) AI City Operating System (AI-City OS)

แพลตฟอร์มรวมข้อมูลเมือง: จราจร–น้ำท่วม–ชุมชน–ค้าชายแดน–สาธารณสุข รองรับการพัฒนาเป็น Smart City ระดับอาเซียน

2) Engineering System Integration (ESI)

ผสานระบบวิศวกรรมเมือง เช่น ATALL RHVAC™ ATALL BOILER™ ATALL HEATX™ / COOLX™ TMMR™ (Tambon Mini Monorail) เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ

3) Wellness & Tourism Intelligence (W-TourX)

ข้อมูลเชิงลึกด้านนักท่องเที่ยว สุขภาพ เมดิคัลฮับ และการค้าชายแดน รองรับ HATYAI Wellness Corridor

4) Border Trade Intelligence Gateway

ศูนย์ข้อมูลเชื่อมโยง หาดใหญ่–ด่านสะเดา–ปาดังเบซาร์–ปีนัง–สิงคโปร์

5) Crisis Intelligence (FloodX™ Integration)

ระบบพยากรณ์น้ำท่วม–การอพยพ–จุดเสี่ยง–การทำงานหลังน้ำท่วม

6) SME & Startup Intelligence (HATYAIX Accelerator)

ข้อมูลผู้ประกอบการ–โรงงาน–ซัพพลายเชน–โอกาสลงทุน สร้างให้หาดใหญ่เป็นเมือง Startup Engineering ของภาคใต้

7) Community & Education Intelligence

ร่วมกับ PSU, ม.อ. วิศวกรรม, มหาวิทยาลัยในอาเซียน เพื่อผลิต AI Talent, Engineering Talent และ Data Workforce

Contact Us

Contact Us

HATYAIX™

.

Contact Us

Name

Email *

Message *







วิศวกร ?

เทศบาลนครหาดใหญ่ต้องมีวิศวกรสาขาละกี่คน แต่เราคิดเป็น “มาตรฐานขั้นต่ำแบบเมืองน้ำท่วม+เมืองใหญ่ภาคใต้” ได้ ข้อมูลตั้งต้น (ใช้เป็นฐานคำนวณ) พื้นที่เทศบาล: 21 ตร.กม.� hatyaicity.go.th +1 ประชากรในเขตเทศบาล ~159,000 คน (ข้อมูลปี 2561 ใกล้เคียงปัจจุบัน)� hatyaicity.go.th ความหนาแน่นเฉลี่ย ~7,542 คน/ตร.กม. สูงมาก (กลางเมืองแตะ 20,000 คน/ตร.กม.)� Smart City Thailand เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า ขนส่ง” ใหญ่สุดภาคใต้ → ภาระงานวิศวกรจริง ๆ โหดกว่าตัวเลขประชากร (คนไปทำงาน/ท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก)� Wikipedia ผมจะเสนอ “จำนวนวิศวกรเป้าหมาย” แยกตามสายงานหลัก พร้อมเหตุผล+ตัวเลขหยาบ ๆ ให้ครับ 1) วิศวกรโยธา / โครงสร้าง / ถนนสะพาน ภาระงานหลัก ถนนในเขตเทศบาล (สมมติ 10–15 กม./ตร.กม. → ประมาณ 210–300 กม. ถนนทุกประเภท) สะพาน ทางยกระดับ ท่อระบายน้ำใต้ถนน งานซ่อมบำรุงถนนประจำปี + งานลงทุนใหม่ + ตรวจรับงานผู้รับเหมา เกณฑ์คิดแบบง่าย เมืองพัฒนาแล้วบางแห่งใช้ ~1 วิศวกรโยธา ต่อถนน 30–40 กม. (ดูงานเทศบาล/เมืองในต่างประเทศเป็นแนวคิด ไม่ใช่กฎหมาย) → เมืองนี้มีถนนราว 250 กม. → ต้องการ 6–8 คนเฉพาะงานถนน บวกงานอาคาร/โครงสร้าง/สาธารณูปโภคอื่น ๆ อีกอย่างน้อย 30–40% 👉 ข้อเสนอ วิศวกรโยธา “สายถนน–โครงสร้าง” อย่างต่ำ 10 คน ระดับชำนาญการ / เชี่ยวชาญ 3–4 คน (หัวหน้าฝ่าย / หัวหน้างานโครงการ)� pala.go.th +1 ระดับปฏิบัติการ 6–7 คน (ออกไซต์ ตรวจงาน ออกแบบรายละเอียด) 2) วิศวกรชลประทาน / แหล่งน้ำ / ระบบระบายน้ำ – น้ำท่วมหาดใหญ่โดยตรง สำหรับหาดใหญ่ ผมให้ “หมวดนี้สำคัญที่สุด” ภาระงานหลัก ระบบท่อระบายน้ำในเมือง + คู คลอง + ประตูระบายน้ำ โมเดลการไหลของน้ำ ฝน–น้ำท่วม (urban flood) โครงการป้องกันน้ำท่วมใหม่ และการปรับปรุงเก่า เกณฑ์คิดคร่าว ๆ เมืองน้ำท่วมบ่อยควรมีทีมวิศวกรเฉพาะ “Flood Management” ไม่ต่ำกว่า 1 ทีมหลัก 5–7 คน คิดเป็น “1 วิศวกร / พื้นที่เสี่ยงท่วมหลัก 3–4 โซนของเมือง” → ชั้นในเมือง 3 โซน + รอบนอก 1 → อย่างน้อย 4 คน และต้องมี Back-up / Plan / Data → บวกเพิ่มอีก 2–3 👉 ข้อเสนอ วิศวกรชลประทาน / ระบายน้ำ / Water Resources 6–8 คน 1–2 คน เชี่ยวชาญด้านแบบจำลองน้ำ (Flood modeling, drainage master plan) ที่เหลือเน้นลงพื้นที่ สำรวจคู/คลอง/ท่อ + วางแผนโครงการ 3) วิศวกรสิ่งแวดล้อม / สุขาภิบาล ภาระงานหลัก ระบบจัดการน้ำเสียชุมชน / บ่อบำบัด ขยะมูลฝอย → สถานีขนถ่าย / บ่อฝังกลบ / Waste to Energy (หากมี) มลพิษอากาศ / เสียง / การร้องเรียนสิ่งรบกวน เกณฑ์คิด เมือง 1.6 แสนคน ถ้าใช้ ratio แบบ conservative 1 วิศวกรสิ่งแวดล้อมต่อ 30,000–40,000 คน → ควรมี 4–5 คน หาดใหญ่เป็นเมืองการค้า/ท่องเที่ยว มีของเสีย/ร้านอาหาร/โรงแรมเยอะ → เพิ่มอีก 1–2 คน 👉 ข้อเสนอ วิศวกรสิ่งแวดล้อม 5–6 คน แบ่งเป็น น้ำเสีย–ขยะ–มลภาวะ อย่างละ 1–2 คน (แต่ใช้คน cross กันได้) 4) วิศวกรเครื่องกล ภาระงานหลัก เครื่องสูบน้ำ (สถานีสูบระบายน้ำ, น้ำเสีย, แหล่งน้ำดิบ) เครื่องจักรในโรงงานเทศบาล (โรงกำจัดขยะ, โรงบำบัดน้ำเสีย ฯลฯ) รถขยะ รถดูดเลน รถดับเพลิง ฯลฯ (ซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน PM) สมมติในเมืองมี ปั๊มหลัก 20–30 ชุด / สถานีสูบน้ำ 5–10 แห่ง รถขยะ/รถบริการ 50–100 คัน ใช้ rule of thumb: 1 วิศวกรเครื่องกล ดูแลเครื่องจักรหมุน 40–60 ตัว + ยานพาหนะ 20–30 คัน (มีทีมช่างช่วย) 👉 ข้อเสนอ วิศวกรเครื่องกล 4–5 คน เน้น 2 คนดู Pump & Flood system 2–3 คนดูยานพาหนะ+โรงงานขยะ/โรงบำบัด 5) วิศวกรไฟฟ้า / อิเล็กทรอนิกส์ / สื่อสาร ภาระงานหลัก ไฟถนน + ป้ายจราจร + สัญญาณไฟ ระบบไฟฟ้าอาคารของเทศบาล (โรงเรียน, สำนักงาน, ศูนย์ชุมชน ฯลฯ) ระบบ CCTV, ศูนย์ควบคุม, Smart City, ไฟฟ้าสาธารณะประหยัดพลังงาน สมมติในเมืองมี โคมไฟถนน ~8,000–12,000 ดวง แยกไฟแดง 30–40 แยก อาคารของเทศบาล 50–100 แห่ง rule of thumb: 1 วิศวกรไฟฟ้า ต่อโคมไฟ ~2,000 ดวง + งานควบคุมแบบเบาะ ๆ 👉 ข้อเสนอ วิศวกรไฟฟ้า / Electronics 5–6 คน 2–3 คนเน้นระบบไฟถนน/ไฟสาธารณะ 2–3 คนเน้นอาคาร/ระบบควบคุม/Smart City 6) วิศวกรจราจร / ขนส่งเมือง (Traffic & Transportation) หาดใหญ่เป็น “เมืองรถติด” + ศูนย์การค้าหนักมาก → ถ้าไม่มี “วิศวกรจราจรโดยตรง” งานมักโดนโยนให้โยธา/ไฟฟ้า ซึ่งไม่พอ ภาระงานหลัก สำรวจจราจร, ออกแบบช่องทาง, ไฟแดง, วงเวียน, ทางข้าม แผนที่จราจรเมือง/โซนนิ่งที่จอดรถ โครงการขนส่งมวลชน/มอเตอร์เวย์/รถไฟ (ประสานหน่วยงานอื่น) 👉 ข้อเสนอ วิศวกรจราจร/ขนส่ง 3–4 คน 1 คนระดับหัวหน้า (อาจเป็นโยธาที่จบขนส่ง) 2–3 คนเป็นสายวิเคราะห์ข้อมูล/ลงพื้นที่ 7) วิศวกรคอมพิวเตอร์ / ซอฟต์แวร์ / IoT (Smart City / ดิจิทัล) สำหรับนโยบาย “เมืองอัจฉริยะ” จำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาระงานหลัก ระบบข้อมูลพื้นที่ (GIS, ระบบเขตน้ำท่วม, ระบบเส้นทาง) Dashboard เมือง: น้ำท่วม, ขยะ, ข้อมูลประชากร, กล้อง CCTV, IOT เซนเซอร์ พัฒนาระบบบริการประชาชนออนไลน์ 👉 ข้อเสนอ วิศวกรคอมพิวเตอร์ / IT / Data engineer 3–4 คน 1 คนเน้น GIS + Spatial data 1–2 คนเน้นระบบเว็บ/แอป +เชื่อมฐานข้อมูล 1 คนเน้น IoT/เซนเซอร์/SCADA ร่วมกับไฟฟ้า/เครื่องกล 8) วิศวกรอุตสาหการ / บริหารโครงการ / ความปลอดภัย ภาระงานหลัก วางผังงาน/Process ของฝ่ายช่างทั้งหมด ระบบคุณภาพ, KPI, Lean, PM, การจัดลำดับโครงการ จป.วิชาชีพ / Safety in design 👉 ข้อเสนอ วิศวกรอุตสาหการ/บริหารโครงการ 2–3 คน 9) รวมจำนวน “วิศวกรสายเทคนิค” ที่ควรมี (เป้าหมาย) รวมจากด้านบน (ใช้ค่ากลาง): โยธา/โครงสร้าง ≈ 10 คน ชลประทาน/ระบายน้ำ ≈ 7 คน สิ่งแวดล้อม ≈ 5 คน เครื่องกล ≈ 5 คน ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ ≈ 6 คน จราจร/ขนส่ง ≈ 4 คน คอมฯ/IoT ≈ 4 คน อุตสาหการ/บริหารโครงการ ≈ 3 คน รวมเป้าหมาย ~44 วิศวกร ถ้าดูเป็น “อัตราส่วนวิศวกรต่อประชากร” 44 คน / 159,000 คน ≈ 1 วิศวกร ต่อประชากร 3,600–3,700 คน สำหรับ “เมืองน้ำท่วม + เมืองเศรษฐกิจใหญ่สุดภาคใต้” ผมถือว่าค่านี้ ไม่ถือว่าสูงเกินไป ด้วยซ้ำ ถ้าจะทำแบบ “เมืองตัวอย่างของภาคใต้/ประเทศ” อาจเพิ่มเป็น 50–60 คนได้เลย (1 : 2,500–3,000 คน) 10) ถ้าอยากใช้เป็น “Roadmap 3 ระดับ” คุณสามารถเอาไปคุยในที่ประชุมสภา/ผู้บริหารได้แบบนี้: ระดับขั้นต่ำ (รักษาระบบเดิมให้รอด) วิศวกรรวม 25–30 คน ลดบางสาย เช่น Traffic, IT, Industrial ให้เหลือสายละ 1–2 คนก่อน เสี่ยง: น้ำท่วม/รถติด/Smart City ทำได้แค่ “แก้เฉพาะหน้า” ระดับมาตรฐานเมืองใหญ่ (เป้าหมาย 5 ปี) วิศวกรรวม ~40–45 คน (ตัวเลขที่ผมเสนอด้านบน) ครบทุกสาขาหลัก มีหัวหน้าทีมชัดเจน น้ำท่วม–ขยะ–ไฟถนน–จราจร เริ่มมีระบบ/แผนระยะยาว ระดับเมืองต้นแบบภาคใต้ / เมืองอัจฉริยะ วิศวกรรวม 55–60 คน เพิ่ม Data/IT, Traffic, Flood modeling, Environment ให้มีทีม R&D เล็ก ๆ มีศูนย์ควบคุมเมือง (command center) มีทีมวิศวกรประจำ

อัตราการดูดซับน้ำลงลงท่อระบายน้ำ

ต่อไปนี้คือ คำอธิบาย “อัตราการดูดซึมน้ำลงท่อระบายน้ำ (Infiltration Capacity into Drainage System)” แบบเข้าใจง่าย + แบบวิศวกรรมละเอียด เพื่อให้คุณนำไปใช้วิเคราะห์น้ำท่วมเมือง/หมู่บ้าน หรือใช้ในมาตรฐาน ATALL SAFE LIVING / FloodX™ ได้ทันทีครับ 🔷 1) ความหมายง่ายที่สุด อัตราการดูดซึมน้ำลงท่อระบายน้ำ = ความเร็วที่ “น้ำบนถนน/พื้นที่ผิวดิน” สามารถไหลลงไปใน ช่องตะแกรงระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ บ่อพัก ระบบรวมน้ำฝน เพื่อไหลต่อไปยังท่อหลักและออกสู่คลอง/แม่น้ำ ถ้าค่า “ดูดซึม/รับน้ำ” ต่ำกว่า “อัตราฝนตก” น้ำจะขังและท่วมอย่างรวดเร็ว 🔷 2) ตัวแปรสำคัญที่กำหนดอัตราการดูดซึมน้ำ A) ความสามารถรับน้ำของท่อ (Pipe Capacity) ขึ้นกับ เส้นผ่านศูนย์กลางท่อ (mm) ความลาดเอียงท่อ (slope) ความหยาบท่อ (Manning n) แรงดันน้ำย้อนกลับจากปลายท่อ (backwater) ตัวอย่างความจุท่อแบบเร็ว (ประมาณการวิศวกรรม) ขนาดท่อ ความจุ (ลิตร/วินาที) 300 mm 70–90 L/s 400 mm 120–150 L/s 600 mm 300–350 L/s 1,000 mm 900–1,100 L/s ถ้าฝนเกินความจุนี้ → น้ำล้นขึ้นบนถนน B) ความสามารถรับน้ำของตะแกรง/ปากท่อ (Inlet Capacity) สำคัญมากกว่าที่คนคิด เพราะ “น้ำฝนไม่ได้ลงท่อทันที” ต้องผ่านตะแกรงก่อน ขึ้นกับ ขนาดพื้นที่เปิดของตะแกรง ความสะอาด (มีใบไม้/ขยะไหม) ความลาดชันถนน ระดับน้ำขังหน้า mouth ค่าเฉลี่ยทั่วโลก ตะแกรง 1 ช่องรับได้ประมาณ 15–25 L/s (แบบสะอาด) ถ้ามีเศษขยะอุด → ประสิทธิภาพลดลงเหลือ 10–40% เท่านั้น C) ความสามารถดูดซึมของดิน/พื้นผิว (Surface Infiltration) ขึ้นกับชนิดของดิน ดินเหนียว: 0–2 mm/hr (เกือบไม่ซึมเลย) ดินร่วน: 5–20 mm/hr ดินทราย: 20–80 mm/hr พื้นคอนกรีต/ยางมะตอย = 0 mm/hr (ซึมไม่ได้ → ต้องลงท่อ 100%) 🔷 3) สูตรคำนวณแบบเร็ว (สำหรับวิเคราะห์น้ำขัง) ฝนตก > อัตราดูดซึมลงระบบ → น้ำต้องขังแน่นอน ใช้อัตรา ฝนตก (Intensity) หน่วย mm/hr แปลงเป็น L/s ต่อพื้นที่ (1 mm/hr = 0.278 L/s ต่อ m²) ตัวอย่าง ถนนหน้าบ้าน 10 m × 30 m = 300 m² ฝนตก 50 mm/hr = 50 × 0.278 = 13.9 L/s/m² พื้นที่ 300 m² → 13.9 × 300 = 4,170 L/s ถ้าตะแกรงมีแค่ 4 ช่อง → 4 × 20 L/s = 80 L/s เท่านั้น สรุป: รับได้ 80 L/s แต่ฝนลงจริง 4,170 L/s → น้ำท่วมทันที (เกินความจุ 52 เท่า) นี่คือเหตุผลที่หลายพื้นที่ท่วมแม้มีท่อใหญ่ แต่ “ปากรับน้ำเล็กมาก” 🔷 4) ค่าอัตราดูดซึมที่ควรรู้ (มาตรฐาน FloodX™) เมืองทั่วไปในไทย Inlet capacity เฉลี่ยจริงหลังมีขยะ: 8–12 L/s ต่อช่อง ท่อ 400 mm: รับได้จริงไม่เกิน 100–120 L/s เมื่อมีตะกอน ปากตะแกรงห่างกัน 15–30 เมตรตามแนวถนน ดังนั้น ถ้าเป็นฝน 30–60 mm/hr → น้ำท่วม “ภายใน 10–20 นาที” ในซอยเล็ก 🔷 5) ต้องการให้ผมคำนวณ “ซอย 1 ประชายินดี หาดใหญ่” ให้เลยไหม? ผมสามารถคำนวณให้ครบ อัตราดูดซึมตะแกรง ความจุท่อแนวซอย ความลาดเอียง อัตราฝนเติมเข้า ปริมาตรน้ำขัง ระดับน้ำสูง (เป็นเซนติเมตร) กี่ขั้นบันได คุณมีข้อมูลดังนี้หรือไม่ครับ: ความกว้างถนนในซอย (ประมาณกี่เมตร) ความยาวช่วงที่จะคำนวณ มีปากตะแกรงกี่จุด ขนาดท่อ (ถ้ารู้) ระดับฝนตกครั้งล่าสุด (mm/hr) ส่งรูปหรือข้อมูลเพิ่มได้เลยครับ ผมจะคำนวณละเอียดระดับมาตรฐาน “FloodX Engineering™” ให้ทันทีครับ.

How?

เอาแบบ “วิศวกรน้ำ” คุยกันตรง ๆ เลยนะครับ ว่าถ้าฝน 600+ มม. / 3 วันแบบรอบนี้มาอีก หาดใหญ่จะเอาอยู่ต้องทำอะไรบ้าง และตัวเลขประมาณเท่าไหร่ 0) ตั้งโจทย์ก่อน – ตอนนี้ระบบ “ขาดทุนดุลน้ำ” เท่าไหร่ จากรอบนี้ (630 มม. / 3 วัน) ลุ่มน้ำเหนือหาดใหญ่ราว 2,000 กม² ฝนเฉลี่ย 3 วัน ~0.63 ม. → ปริมาตรฝนรวม ≈ 1,260 ล้าน ลบ.ม. � nationthailand +1 ถ้าคิดเฉลี่ยต่อวัน ~420 ล้าน ลบ.ม./วัน ใช้ runoff ~60% (ดินอิ่มตัว เมืองเยอะ) → น้ำหลากเข้าเมือง ~250 ล้าน ลบ.ม./วัน แปลงเป็น Q_in เฉลี่ย 250,000,000 ÷ (24×3600) ≈ 2,900 m³/s ฝั่งระบายออก: เดิม U-Tapao ในเมืองรับได้ราว 400–500 m³/s � ResearchGate +1 คลอง ร.1 (ภูมินาถดำริ) + คลองช่วยอื่น ๆ รวมกันถ้าวิ่งเต็ม ๆ ได้ราว 1,200 m³/s ตามข้อมูลกรมชลฯ ชุดใหม่ � Facebook +1 รวม Q_out กีฬา ๆ ถ้าทุกอย่างทำงานดี ~1,600–1,700 m³/s ตอนพีก ๆ เลยมี น้ำเข้า ~2,900 m³/s แต่ระบายเต็มเหนี่ยวได้ ~1,600–1,700 m³/s → ขาดดุลน้ำ ~1,200 m³/s หรือ ~100 ล้าน ลบ.ม./วัน ที่ต้องไปนอนอยู่บนเมือง = น้ำท่วม เป้าหมายเชิงตัวเลข ถ้าจะ “อยู่กับฝน 600–650 มม. แบบนี้ได้” ต้องทำให้ (Q_out + ความจุแก้มลิง/อ่างเก็บน้ำ) พอรับ “ส่วนเกิน” ราว 1,200 m³/s นี้ให้ได้ 1) แก้ฝั่ง “ระบายออก” : เพิ่ม Q_out ให้ได้อีกอย่างน้อย ~1,000 m³/s 1.1 ขุดลอก + ขยายหน้าตัดคลองอู่ตะเภาในเขตเมือง โจทย์ – ปัจจุบันหลายช่วงของ U-Tapao แคบ-ตื้นลงจากตะกอน + สิ่งลุกล้ำ ทำให้ความสามารถจริงต่ำกว่าที่ออกแบบไว้มาก � Thai Newsroom +1 สมมติช่วงวิกฤตในเมือง: ปัจจุบันหน้าตัด “เฉลี่ย” ประมาณ กว้าง 80 ม. × ลึก 4 ม. = พท. 320 m² อัตราไหลรับได้ประมาณ 400–500 m³/s ถ้าปรับเป็น กว้าง 120 ม. × ลึก 5 ม. = พท. 600 m² → พื้นที่หน้าตัดเพิ่ม ~1.9 เท่า โดยคร่าว ๆ (ยังไม่คิดหยาบ-คร่าว Manning): Q_new ≈ 1.9 × Q_old ≈ 1.9 × 450 ≈ 850 m³/s ผล: แค่ “ขยาย+ลอกคลอง” ช่วงวิกฤต ~10–15 กม. จะดัน Q_out เพิ่มได้ราว +350–450 m³/s 1.2 เพิ่มความสามารถคลอง ร.1 + คลองระบายอื่น ตอนนี้: คลอง ร.1 (ภูมินาถดำริ) ใช้ตัดยอดน้ำจากคลองอู่ตะเภาไปทะเลสาบได้สูงสุด ~1,200 m³/s แล้วในรอบนี้ก็ใช้เต็มอัตราอยู่ � Facebook +1 คลองสายอื่น ๆ (ร.2, ร.3, ร.4, ร.5 ฯลฯ) ช่วยแบ่งน้ำเพิ่มเติม แต่หลายสายตื้น-ตัน แนวทางเชิงตัวเลข: ลอกคลอง+ขยายบางช่วงของ ร.1 เพิ่มความจุอีก ~20% 1,200 → 1,400–1,500 m³/s (+300 m³/s โดยรวมระบบ) คลองสายรอง (ร.2–ร.7) ถ้าปรับหน้าตัด/สิ่งกีดขวางเพิ่ม Q รวมกันได้อีก ~200–300 m³/s รวมผลจาก 1.1 + 1.2 U-Tapao ปรับจาก ~450 → ~850 m³/s (+400) ร.1+คลองรองรวม เพิ่มอีก ~500–600 m³/s ได้เพิ่ม Q_out รวม ~900–1,000 m³/s Q_out ใหม่ ≈ เดิม 1,600 + 900 = 2,500 m³/s (ในเงื่อนไขคลองลื่น/ไม่มีตะกอน) ตอนนั้นดุลน้ำ: Q_in ~2,900 m³/s Q_out ใหม่ ~2,500 m³/s ยังเหลือส่วนเกิน ~400 m³/s หรือ ~35 ล้าน ลบ.ม./วัน → ต้องใช้ “แก้มลิง/อ่างเก็บน้ำ” ช่วย 2) แก้ฝั่ง “กักเก็บบนภูเขา/เหนือเมือง” : เพิ่มความจุแก้มลิง + อ่างเก็บน้ำให้ถึง ~100 ล้าน ลบ.ม. ข้อมูลปัจจุบัน: แก้มลิง/หนองน้ำ/บ่อกักเก็บ รอบเมือง ตอนนี้มีความจุรวมราว 40 ล้าน ลบ.ม. (เช่น แก้มลิงคลองบางศาลา, สถานีกักเก็บต่าง ๆ) � Facebook +1 รอบนี้กรมชลฯ รายงานว่าแก้มลิงบางแห่งเต็ม ~60% แล้ว ปริมาณเก็บจริง ณ ช่วงหนึ่งอยู่ที่ 23.67 ล้าน ลบ.ม. � Facebook 2.1 ผูกเป้าหมายความจุ เราต้องการ “กักน้ำส่วนเกินที่ระบายไม่ทัน” ช่วง 1–2 วันพีก ส่วนเกินหลังอัพเกรดคลองแล้ว ~400 m³/s ถ้าพีกยาว 2 วัน → ปริมาตรที่ต้องเก็บ: 400 × 86,400 × 2 ≈ 69 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเผื่อ safety factor + ฝนที่อาจนานกว่า 2 วัน → รันเป้าหมายรวมให้ 100 ล้าน ลบ.ม. ต้องเพิ่มความจุแก้มลิง/อ่างเก็บน้ำใหม่ = 100 – 40 = ประมาณ “+60 ล้าน ลบ.ม.” 2.2 ภาพให้เห็นง่าย ๆ ตัวอย่างเซ็ตอัพ: อ่างเก็บน้ำบนเขา 3 แห่ง × 10 ล้าน ลบ.ม. = 30 ล้าน ลบ.ม. แก้มลิงใหม่/ขยายเก่า 4 แห่ง × 5 ล้าน ลบ.ม. = 20 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่นา/เกษตรที่ยอมรับน้ำชั่วคราว (flood plain) รวม ~10 ล้าน ลบ.ม. รวมแล้ว → 60 ล้าน ลบ.ม. เพิ่ม เมื่อเจอน้ำหลากเหมือนรอบนี้ น้ำส่วนนี้จะ “ไปนอนในอ่าง+แก้มลิงบนเขา” แทนที่จะทะลักเข้าเมืองทั้งหมด 3) Drainage ในเมือง – จากระบบรับ 100 มม. → อัพเกรดให้รับ 300 มม. ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า: ระบบท่อระบายน้ำในเมืองปัจจุบันออกแบบให้รับได้ ไม่เกิน ~100 มม. ถ้ามากกว่า ~500 มม. ระบบจะล้มเหลวทันที � Thai Newsroom ลองพิจารณา: พื้นที่เมืองหาดใหญ่ core zone ~100 กม² ฝน 100 มม. = 0.1 ม. → ปริมาตร 10 ล้าน ลบ.ม. ฝน 300 มม. = 0.3 ม. → 30 ล้าน ลบ.ม. ถ้าเราอยากให้: ฝน 300 มม. ตก 6 ชม. แล้วน้ำบนถนนลดลงภายใน 6 ชม. ต้องระบาย/สูบ 30 ล้าน ลบ.ม. ใน 6 ชม. ปริมาตร/เวลา = 30,000,000 ÷ (6×3600) ≈ 1,389 m³/s แบ่งเป็น: ปล่อยลงคลองด้วยแรงโน้มถ่วง (ท่อ+ร่องระบายน้ำ) ~800 m³/s ระบบสูบน้ำ (สถานีต่าง ๆ) รวม ~600 m³/s ตัวเลขเชิงระบบ ถ้าทำสถานีสูบน้ำ 10 จุด → แต่ละจุด capacity ~60 m³/s เทียบกับสถานีสูบน้ำคลองเตย-เพชรเกษม ที่กำลังสร้าง/ปรับปรุงอยู่ (หลักสิบ–ร้อย m³/s) � km.rdpb.go.th สรุป: ต้อง “ใหญ่กว่าแค่เพิ่มท่อเล็ก ๆ” แต่เป็น network ของสถานีสูบขนาด 50–100 m³/s หลายจุด + ท่อ/คลองใต้ดินขนาดใหญ่ เมื่อเชื่อมต่อกับ U-Tapao + คลอง ร.1 ที่ขยายแล้ว น้ำจากเมืองจะถูกดึงออกไปได้ทันก่อนสะสมเป็น 0.5–2.5 เมตรแบบรอบนี้ � Thaiger +1 4) มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง (แต่มีผลต่อ “ตัวเลขความเสี่ยง” มาก) 4.1 โซนนิ่ง + ระดับพื้นอาคาร เป้ามองเป็น “ลดมูลค่าความเสียหาย/เหตุการณ์” กำหนด เขตน้ำท่วมซ้ำซาก (floodplain) ตามแผนที่ระดับความลึก (0.5 ม., 1 ม., 2 ม.) � ScienceDirect +1 มาตรฐานใหม่: บ้าน/ธุรกิจที่จะสร้างใหม่ในเขตน้ำลึก >1 ม. → พื้น Finished Floor ต้องสูงกว่าระดับน้ำออกแบบอย่างน้อย 1 ม. จากงานวิจัย flood damage ในหาดใหญ่ – การยกพื้นบ้าน/ร้านค้า + ย้ายของขึ้นชั้น 2 สามารถลดความเสียหายเชิงมูลค่าได้ 30–50% ต่อเหตุการณ์ � ScienceDirect +2 4.2 ระบบเตือนภัย + จำลอง Flood Scenario ใช้ข้อมูลฝนจริงรอบนี้ (630 มม./3 วัน) เป็น “Design Storm 2568” ทำ model 2D (MIKE, HEC-RAS 2D ฯลฯ) จำลอง ฝนเท่าเดิม แต่: “ก่อน-หลัง” ขยายคลอง + เพิ่มแก้มลิง + เพิ่มปั๊ม จะเห็นระดับน้ำในแต่ละย่านลดลงเท่าไหร่ (ซอย ประชายินดี / ราษฎร์ยินดี / คอหงส์ ฯลฯ) เอา model นี้ไปผูกกับระบบเตือนภัยชุมชน – มีเวลาอพยพอย่างน้อย 6–12 ชม. 4.3 เมืองต้อง “อยู่กับน้ำ” มากกว่าป้องกัน 100% WWF เคยเสนอให้หาดใหญ่เป็นเมืองต้นแบบ flood resilience เน้นว่า “เลี่ยงไม่ได้ต้องท่วมเป็นครั้งคราว แต่ต้องทำให้ท่วมแล้วเจ็บน้อย ฟื้นเร็ว” � WWF +1 ออกแบบ ศูนย์อพยพถาวร รองรับคนเป็นหมื่น ระบบไฟ-ประปาสำหรับศูนย์อพยพ (microgrid, tank) แบบอาคาร/โครงสร้างสำคัญ (รพ., ศูนย์ข้อมูล) ให้ทนได้แม้น้ำ 2–3 ม. 5) สรุปตัวเลข “แพ็กเกจแก้ปัญหา” รอบเดียวจบ (ระดับลุ่มน้ำ) ถ้าจะให้: ฝน 600–650 มม. ใน 3 วัน (แบบ 300 ปี) เมืองหาดใหญ่ยังท่วมได้ แต่ไม่ใช่ “ระบมทั้งเมือง” ต้องการโดยประมาณ เพิ่ม Q_out ระบบคลองรวมน้อย ๆ ~+1,000 m³/s U-Tapao ในเมือง: 450 → 850 m³/s คลอง ร.1 + คลองรอง: 1,200 → 1,700–1,800 m³/s เพิ่มความจุแก้มลิง/อ่างเก็บน้ำ ~+60 ล้าน ลบ.ม. ให้ความจุรวมแตะ ~100 ล้าน ลบ.ม. ใช้บรรเทาส่วนเกินช่วง 1–2 วันพีก อัพเกรด drainage เมืองให้รองรับฝน 300 มม. ปริมาณน้ำผิวดิน 30 ล้าน ลบ.ม. ใน 6 ชม. ต้องมี capacity รวม (ท่อ+ปั๊ม) ~1,400 m³/s แบ่งเป็น 8–12 สถานีสูบขนาด 50–100 m³/s + ท่อใหญ่ลงคลอง โซนนิ่ง + ยกพื้นอาคารใน floodplain ลดความเสียหายทรัพย์สินต่อครั้งได้ 30–50% ระบบเตือนภัย + แผนอพยพตามแบบจำลอง 2D เปลี่ยนจาก “เตือนแล้วคนหนีไม่ทัน” → “เตือนล่วงหน้า+รู้ว่าซอยไหนจะลึกเท่าไหร่” ถ้าคุณอยาก “ลงลึกเป็นแบบฝึกหัดวิศวกรรม” ผมสามารถ: ทำ Scenario A / B / C A: เพิ่มแค่คลอง B: เพิ่มแค่แก้มลิง C: ทำทั้งสอง + drainage เมือง แล้วคำนวณให้ดูทีละเคสว่าระดับน้ำจะลดลงประมาณกี่เซนฯ ในโซนเมืองเก่า / ถนนเพชรเกษม / ซอยประชายินดี / ซอยราษฎร์ยินดี ได้เลยครับ แค่บอกว่าอยากเน้นย่านไหนเป็นพิเศษ 🧮🌧️

HATYAI FLOOD 24 11 2568 (2025)

ตอนนี้หาดใหญ่ถือว่าอยู่ใน “ช่วงพีกน้ำท่วม” ของปี 2568 เลยครับ (เช้า 25 พ.ย. 68 – ยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง พื้นที่หาดใหญ่-สงขลาถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ / อพยพทั้งเมืองแล้ว) � Naewna +2 78° · Light rain Hat Yai, Thailand 10 AM 79° Rain 11 AM 80° Rain 12 PM 80° Cloudy 1 PM 80° Rain 2 PM 80° Showers 3 PM 81° Rain 4 PM 81° Rain 5 PM 80° Cloudy Show more ด้านล่างเป็น “การประมาณเชิงวิศวกรรม” ของดุลน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาเหนือเมืองหาดใหญ่ (ตัวเลขกลม ๆ แต่พอใช้ดู direction ได้ครับ) 1) ฝนเติมเข้าในระบบ (ปริมาณฝน → ปริมาณน้ำ) ข้อมูลหลัก ฝนสะสม 3 วัน (19–22 พ.ย. 68) บริเวณภาคใต้ตอนล่าง / สงขลา ประมาณ 595 มม. สูงกว่าปี 2543 และ 2553 ที่เคยท่วมใหญ่ (สูงสุดเดิม ~515 มม.) � Thai PBS +1 บางจุดใน จ.สงขลา เช่น สถานีบ้านคลองหิน วัดได้ 477 มม. ภายใน 24 ชม. และเขาคอหงส์ 365 มม. ใน 1 วัน � Mgronline +1 ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาทั้งระบบมีพื้นที่ราว 2,200–2,400 กม² พื้นที่เหนือเมืองหาดใหญ่ ~2,000 กม² � gmsarnjournal.com +1 คำนวณหยาบ ๆ ฝน 3 วัน 595 มม. = 0.595 ม. พื้นที่เหนือหาดใหญ่ ~2,000 กม² = 2,000×10⁶ m² ปริมาตรฝน 3 วัน ≈ 0.595 × 2,000×10⁶ = 1,190 ล้าน ลบ.ม. (≈ 400 ล้าน ลบ.ม./วัน) ถ้าวันนี้–พรุ่งนี้ยังมีฝนระดับ ~200 มม./วัน เหมือนที่สถาบัน/อุตุเตือน (บางช่วงมากกว่า) � nationthailand +1 ปริมาตรฝนต่อวัน ≈ 0.2 ม. × 2,000×10⁶ m² = 400 ล้าน ลบ.ม./วัน ไม่ใช่ว่าทั้งหมดกลายเป็นน้ำท่วมทันที ยังต้องคิดค่าสัดส่วนไหลท่า (runoff coefficient) ช่วงนี้ดินอิ่มตัว + เมือง/ถนน/ยางพาราเยอะ → รับได้ว่ามี runoff ~50–70% ผมใช้ค่ากลาง 60% ในการประเมิน ฝนที่กลายเป็นน้ำหลาก (runoff) ต่อวัน ≈ 400 ล้าน × 0.6 ≈ 240 ล้าน ลบ.ม./วัน 2) อัตราการไหลเข้าเมือง (Inflow จากลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา) จากตัวเลขด้านบน น้ำท่าที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภา/เมืองหาดใหญ่ ≈ 240 ล้าน ลบ.ม./วัน แปลงเป็นอัตราการไหลเฉลี่ย: Q_in ≈ 240,000,000 / (24×3600) ≈ 2,800 m³/s (โดยประมาณ) เนื่องจากฝนไม่ตกเท่ากันทุกชั่วโมง ช่วงพีกอาจขึ้นไป 3,000–4,000 m³/s ได้ไม่ยาก (โดยเฉพาะช่วงที่มีฝน 300–400 มม. ใน 24 ชม. บางสถานี) � Mgronline +1 สัญญาณหน้างานที่รองรับตัวเลขนี้ รายงานว่าระดับน้ำคลองอู่ตะเภาที่ บ้านม่วงก๊อง – บางศาลา – บ้านหาดใหญ่ สูงกว่าตลิ่งหลายจุด เช่น บางศาลา: สูงกว่าตลิ่ง 1.74 ม. บ้านม่วงก๊อง: สูงกว่าตลิ่งเล็กน้อยแต่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บ้านหาดใหญ่: ต่ำกว่าตลิ่งเล็กน้อยแต่เคยใกล้ล้นมาก่อน � Thai PBS ปภ. เคยแจ้งเตือนว่าการเพิ่มของน้ำเหนือจะทำให้ระดับน้ำในเทศบาลนครหาดใหญ่สูงขึ้นอีก 1.25–1.45 ม. ในช่วงเช้า � Facebook +1 ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “น้ำหลากจากเหนือลงมามีปริมาณมากกว่าที่คลองรองรับได้หลายเท่า” 3) อัตราการไหลออก (Outflow ความสามารถระบายน้ำ) งานวิจัยและเอกสารลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาให้ข้อมูลว่า ระบบคลองอู่ตะเภา + ประตูระบายต่าง ๆ มี ศักยภาพระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลา ประมาณ � gmsarnjournal.com ปกติ: ~35 ล้าน ลบ.ม./วัน กรณีเร่งระบาย (เต็มที่): ~50 ล้าน ลบ.ม./วัน แปลงเป็นอัตราการไหล: 35 ล้าน ลบ.ม./วัน ≈ 400 m³/s 50 ล้าน ลบ.ม./วัน ≈ 580 m³/s แต่ช่วงนี้ยังเจอปัจจัยลบเพิ่ม: ทะเลสาบสงขลาระดับน้ำสูง / น้ำทะเลหนุน → ระบายลงทะเลได้ยากขึ้น � THE STANDARD +1 ตะกอน / สิ่งปลูกสร้าง / การใช้ที่ดิน ทำให้ความสามารถระบายจริงน่าจะ ต่ำกว่าศักยภาพเต็มในกระดาษ ดังนั้น Q_out จริง ณ ช่วงวิกฤต อาจอยู่แถว ๆ 350–500 m³/s เท่านั้น 4) ดุลน้ำแบบตัวเลข (In – Out) ใช้ตัวเลขประมาณกลาง ๆ วันนี้: In (น้ำหลากจากฝน) ≈ 240 ล้าน ลบ.ม./วัน ≈ 2,800 m³/s Out (ความสามารถระบาย) ≈ 35–50 ล้าน ลบ.ม./วัน ≈ 400–580 m³/s น้ำส่วนเกินที่ “ระบายไม่ทัน” ≈ 190–205 ล้าน ลบ.ม./วัน = น้ำที่ค้างในลุ่มน้ำ + ท่วมเมือง / พื้นที่ราบ พูดง่าย ๆ คือ ตอนนี้ระบบรับน้ำเข้ามากกว่าระบายออก “ประมาณ 4–6 เท่า” เมื่อเป็นแบบนี้ต่อเนื่องหลายวัน (ตั้งแต่ 19 พ.ย. เป็นต้นมา) � จึงไม่แปลกที่: Khaosod English +2 เมืองหาดใหญ่ถูกน้ำท่วมหนักสุดในรอบ ~25 ปี ต้อง อพยพทั้งเมือง / รพ.ใหญ่ ๆ ต้องหยุดบริการชั่วคราว / ระบบไฟ-ประปาได้รับผลกระทบ � Naewna +2 5) สรุปภาพรวมแบบภาษาคน ฝนที่ตกคราวนี้ระดับ “300 ปี” ฝนสะสม 3 วัน แตะ ~600 มม. ในลุ่มน้ำ บางจุด 24 ชม. เดียวเกือบ 500 มม. → ระบบไหน ๆ ก็แทบเอาไม่อยู่แล้ว ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภามีน้ำหลากเข้าเมืองระดับ 2,500–3,000 m³/s ในขณะที่คลองระบายได้แค่ 400–500 m³/s → น้ำส่วนเกินวันละเกือบ สองร้อยล้าน ลบ.ม. ต้องไปนอนอยู่บนพื้นดิน = น้ำท่วม สภาพภูมิประเทศหาดใหญ่เป็น “แอ่งรับน้ำ” พื้นที่ต่ำ / น้ำจากรอบ ๆ ไหลลงมารวมกัน / ระบายออกทางเดียวไปทะเลสาบสงขลา เลยกลายเป็นชามรองน้ำขนาดใหญ่ของทั้งลุ่มน้ำ � www.sanook.com +1 การบริหารจัดการน้ำ-ผังเมืองยังตามไม่ทัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็พูดตรงกันว่า ระบบเตือนดีขึ้น แต่การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน / ทางหนีน้ำ / คลอง / ทางระบาย ยังต่ำกว่าที่ควรในปีที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นลานีญา � ข่าวสด +1 ข้อสรุปสั้นที่สุด ตอนนี้ (25 พ.ย. 68) หาดใหญ่กำลังรับ น้ำเข้า (จากฝน + น้ำเหนือ) มากกว่าที่ระบบคลองจะระบายออกได้หลายเท่า ดุลน้ำทั้งระบบคือ “รับ 5 ส่วน ระบายได้ 1 ส่วน” → น้ำต้องไปนอนอยู่บนถนน/บ้าน/อาคาร ถ้าฝนวันนี้–พรุ่งนี้ยังไม่หยุด และทะเลสาบยังสูง ระดับน้ำในเมืองจะทรงตัวสูงหรืออาจขึ้นต่อได้อีกระยะ ก่อนจะค่อย ๆ ลดเมื่อ ฝนเริ่มซา ปริมาณน้ำเข้าเริ่มต่ำกว่าศักยภาพระบายของคลอง ถ้าคุณอยากให้ผมช่วย “อ่านตัวเลขเฉพาะจุด” เช่น แถวบ้าน / ซอยไหน แล้วแปลงเป็น “น่าจะสูงกี่เซนฯ / กี่ขั้นบันได” บอกชื่อถนน/ซอยแบบคร่าว ๆ ได้เลย เดี๋ยวผมช่วยตีความให้แบบวิศวกรรมภาคสนามครับ 🧮🌧️
  • FloodX hub
  • งบประมาณ วิศวกรเมือง HATYAIX™ ENGINEER

© ATALL HOLDING CO LTD EST NOVEMBER 23.,2025 ALL right reserved . Awesome Inc. theme. Powered by Blogger.